เรื่องใกล้ตัวกับ ยาแก้ไอ วิธีใช้ ที่สาวๆควรรู้!!!

อาการไอ อีกหนึ่งอาการที่ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปสู่ร่างกายผ่านทางลำคอ สามารถเกิดได้ทั้งจากสิ่งแปลกปลอมขนาดเล็กอย่างฝุ่นละออง จนถึงสิ่งแปลกปลอมขนาดใหญ่ บางครั้งเราก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้าสู่ลำคอได้ ทำให้เรามักจะไอขึ้นมาอยู่บ่อยครั้งนั่นเอง!!! เราสามารถบรรเทาอาการไอได้ด้วยยาแก้ไอ แต่รู้หรือไม่ว่ายาแก้ไอไม่ได้มีแค่ยาที่ใช้ทานเท่านั้น ยาแก้ไอเองก็มีหลากหลายประเภทนอกจากนั้นยังมีวิธีใช้ที่แตกต่างกันอีกด้วย วันนี้ Sistalk จะมาแนะนำ ยาแก้ไอ วิธีใช้ ยาแต่ละประเภทอย่างไรให้เหมาะสมไปอ่านบทความกันเลย!!!

สาเหตุของการไอ คืออะไรทำไมเราถึงไอกันนะ

สาเหตุของการไอ

อย่างที่เราบอกไว้แล้วว่า การไอเป็นการตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมที่เกิดบริเวณทางเดินหายใจ ซึ่งการไอก็จะมีทั้ง การไอแบบแห้ง เป็นการไอที่เกิดจากการระคายเคืองภายในลำคอ อาจก่อให้เกิดการคันภายใน และ การไอแบบมีเสมหะ ที่เป็นการไอที่มาพร้อมกับเสมหะภายในลำคอ ที่เกิดจากการที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมภายในลำคอ สาเหตุของการไอเกิดได้จากหลายปัจจัย ส่วนใหญ่จะเกิดจาก

  • การรับสารที่ทำให้เกิดการระคายเคือง สาเหตุนี้เป็นสาเหตุยอดฮิตที่ทำให้เกิดการไอขึ้นอยู่บ่อยครั้ง สารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองของแต่ละคนก็จะแตกต่างการออกไป มีตั้งแต่ฝุ่นควัน ขนสัตว์ ละอองเกสร กลิ่น หรือ ไอที่ก่อให้เกิดการแพ้เช่น น้ำหอม สเปรย์ปรับอากาศ รวมไปถึงควันบุหรี่ นอกจากนั้นก็อาจจะเป็นสารระคายเคืองที่มาจากสัตว์ เช่น ขนสัตว์ เชื้อรา เป็นต้น
  • การทานยาบางชนิด ยาที่เราทานประจำบางตัวอาจจะทำให้เกิดอาการข้างเคียงอย่างเช่นการไอขึ้นมาได้ ซึ่งการไอจะไม่เกิดขึ้นหากไม่กินยา แต่ส่วนใหญ่ยาที่ทำให้เกิดการไอมักจะเป็นยาที่ต้องทานอย่างต่อเนื่อง เช่น ยาลดความดัน  ยาโรคหัวใจ เป็นต้น
  • อาการป่วย และ โรคต่างๆ นอกจากการทานยาแล้ว โรคบางอย่างก็ทำให้เกิดการไออย่างเฉียบพลัน และ เรื้อรังขึ้นได้ เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ โรคปวดบวม โรคภูมิแพ้ เป็นต้น

>>อ่านสาเหตุที่ทำให้เรา เสียงหายเสียงแหบ เกิดจากอะไร ได้ที่นี่<<

ยาแก้ไอ มีกี่ประเภท ?

ยาแก้ไอเป็นยาที่ใช้ในการระงับการไอที่เกิดจากสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่เข้าไปอยู่ในระบบทางเดินหายใจ หรือ ทางเดินอาหาร เนื่องจากการไอแต่ละประเภทก็จะมีลักษณะของการไอที่แตกต่างกันทั้งการไอแบบแห้ง แบบมีเสมหะร่วมด้วย ดังนั้นเราจะต้องเลือกประเภทของยาให้ถูกต้อง ซึ่งยาแก้ไอเองก็มีประเภทของยาที่ใช้สำหรับบรรเทาอาการที่แตกต่างกันทั้ง

  • ยาที่บรรเทาอาการไอ (Antitussives) เป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการไอ ทำให้อาการไอลดน้อยลง แต่ก็ไม่ควรใช้กับคนที่มีเสมหะเหนียว เพราะจะยิ่งทำให้เสมหะเหนียวข้นขึ้น และ อาจทำให้เกิดการอุดตันที่ทางเดินหายใจได้
  • ยาที่ช่วยในการขับเสมหะ (Expectorants) ยาที่ช่วยในการขับเสมหะออกมา ตัวยาจะไปทำให้กระเพาะอาหารระคายเคือง ทำให้ร่างกายมีการสร้างสารที่ช่วยในการลดความหนืดลง ทำให้สามารถเอาเสมหะออกไปง่าย ในระยะแรกที่ใช้ ยาจะไปเพิ่มเสมหะ และ อาการไอให้มากขึ้นเพื่อขับเสมหะให้ออกให้หมด ยาขับเสมหะมักทำให้เกิดอาการข้างเคียงขึ้นได้ เช่น อาเจียน คลื่นไส้
  • ยาที่ช่วยละลายเสมหะ (Mucolytics) จะไปทำลายโครงสร้างของเสมหะที่เหนียว ทำให้เสมหะไม่เกาะตัว และ เสมหะออกมาในรูปของของเหลวไม่เป็นก้อน ทำให้สามารถไอเอาเสมหะออกได้ง่าย แต่จะไม่ค่อยทำให้เกิดอาการข้างเคียงเหมือนยาขับเสมหะ
  • ยาสมุนไพรช่วยลดอาการไอ สมุนไพรบางชนิดก็มีสรรพคุณที่ช่วยลดอาการคันคอ และ ลดการเจ็บคอ อย่างสมอไทย สมอพิเภก มะข้ามป้อง ซึ่งเป็นสมุนไพรที่ช่วยในการขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ นอกจากนั้นสารสกัดบางอย่างจากดอกไม้ สารระเหยบางตัวก็สามารถช่วยลดการอักเสบ ไอ เจ็บคอ และ ระคายเคืองในช่องปากได้ดี อย่างดอกคาโมมายล์ อิชินาเซีย นอกจากนั้นยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ป้องกันหวัดด้วย ทำให้เราแทบไม่ต้องพึ่งยาทางเคมีมากนัก

มารู้จักรูปแบบ ยาแก้ไอ วิธีใช้ แต่ละแบบใช้อย่างไร ?

รูปแบบของยาแก้ไอในปัจจุบันก็จะมีทั้งยาในรูปแบบของยาเม็ด ยาน้ำ ยาแบบพ่น และ ยาแบบฉีด ซึ่งยาแต่ละแบบก็จะมีวิธีใช้ที่แตกต่างกัน ซึ่งเราควรจะเลือกยาให้เหมาะสมกับอาการ

ยาแก้ไอแบบเม็ด

ยาแก้ไอ แบบเม็ด

เป็นยาแก้ไอในรูปแบบของของยาเม็ดแบบแห้ง ใช้สำหรับรักษาอาการไอแบบมีเสมหะ และ ไม่มีเสมหะ มักจะมีทั้งรูปแบบของ ยาเม็ดปกติ ที่ตัวยามักจะเป็นตัวยาชนิดเดียวที่ไม่มีตัวยาอื่นๆ ผสม จะเน้นออกฤทธิ์ในการรักษาอาการไอแบบต่างๆ และ แบบแคปซูล ที่ส่วนมากจะเป็นยาแก้ไอที่ช่วยขับเสมหะ ละลายเสมหะ ยาแก้ไอรูปแบบเม็ดเป็นยาแก้ไอที่ต้องทานคู่กับน้ำเพื่อช่วยในการลำเลียงยาเข้าสู่ร่างกาย และ ยังเป็นตัวช่วยในละลายยาให้ออกฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับผู้ใหญ่แต่ไม่ค่อยเหมาะสำหรับเด็กมากนัก เพราะอาจจะทานยาก

ข้อดีและข้อเสียของยาเม็ด – ออกฤทธิ์ได้ดี ละลายได้เร็ว และ สะดวกต่อการพกพา การรับประทาน แต่เวลาทานหากไม่มีน้ำก็จะทำให้ละลายได้ยาก จึงต้องพกน้ำไว้เวลาที่ทาน

ยาแก้ไอแบบน้ำ

ยาแก้ไอแบบน้ำ

ยาแก้ไอแบบน้ำ เหมาะสำหรับการไอแบบแห้งมากกว่าแบบมีเสมหะ เพราะตัวยาจะช่วยให้รู้สึกชุ่มคอ ช่วยบรรเทาอาการไอแห้งได้ดี แต่ก็มียาแก้ไอแบบน้ำสำหรับการไอแบบมีเสมหะเช่นกัน แต่ตัวยาที่ใช้ก็จะแตกต่างกัน และ ออกฤทธิ์ต่างกันด้วย หากเป็นยาน้ำที่ใช้กับเด็ก ตัวยาจะเป็นในรูปแบบของ ยาแก้ไอที่เป็นน้ำเชื่อม ทำให้ทานได้ง่าย สามารถทานได้ทั้งเด็ก และ ผู้ใหญ่

ข้อดีและข้อเสียของยาน้ำ – จะทานได้ง่ายกว่ายาแก้ไอแบบเม็ด ใช้ในการจิบระหว่างวันจะทำให้รู้สึกชุ่มคอ แต่ก็พกพาไปได้ลำบาก เพราะส่วนใหญ่ยาน้ำมักจะมีขนาดใหญ่ และ หากปิดฝาไม่ดีอาจจะหกได้

ยาแก้ไอแบบพ่น

ยาแบบพ่นแก้ไอ

หากใครไม่ชอบกิน หรือ จิบยา ยาแก้ไอแบบพ่นก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่แนะนำ โดยจะพ่นยารูปแบบของละอองน้ำเข้าไปในลำคอ เพื่อช่วยทำให้รู้สึกชุ่มคอ ช่วยในการละลายเสมหะ แต่จะใช้เวลาในการให้ตัวยาออกฤทธิ์ประมาณ 10 – 15 นาที และ ก็ต้องพ่นให้ถูกวิธีด้วยไม่งั้นอาจทำให้เกิดการสำลักได้ สามารถใช้ในการบรรเทาอาการไอแบบแห้ง และ แบบมีเสมหะได้ ส่วนใหญ่ยาแก้ไอแบบพ่นจะมีการปรับให้สามารถใช้ได้ง่ายด้วยส่วนผสมที่มีรสหวาน เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน สามารถใช้ได้ทั้งกับเด็ก และ ผู้ใหญ่

ข้อดีและข้อเสียของยาพ่น – สามารถพกพาได้ง่าย และ ใช้ได้ง่าย รวดเร็ว ทำให้รู้สึกชุ่มคอได้ยาวนาน แต่ก็จะต้องพ่นให้ถูกวิธี ไม่เช่นนั้นอาจจะสำลักได้ และ ใช้เวลาในการออกฤทธิ์

ยาแก้ไอแบบฉีด

สำหรับใครที่ไอมากๆ ไอหนักๆ ยาแก้ไอแบบฉีดก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ใช้ได้ หากมีอาการไอแบบปกติจะไม่ค่อยนิยมใช้รูปแบบนี้เท่าไหร่นัก วิธีนี้มักจะใช้ในการรักษาการไอจากภูมิแพ้ ยารูปแบบนี้ถือว่าเป็นยาที่เอาไว้ใช้รักษาในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น เพราะเป็นตัวยาที่มีสารสเตียรอยด์ และ เมื่ออาการไอเบาลงก็จะเปลี่ยนไปใช้ยาในรูปแบบเม็ดแทน เหมาะสำหรับผู้ใหญ่ไม่เหมาะสำหรับเด็ก

ข้อดีและข้อเสียของยาฉีด – ออกฤทธิ์ได้เร็วที่สุด เพราะเป็นการฉีดเข้าร่างกายโดยตรง แต่ไม่สามารถใช้ได้บ่อย เพราะถือว่าเป็นยาสเตียรอยด์รูปแบบหนึ่ง เมื่อใช้บ่อยๆ แล้วหยุดใช้อาจทำให้อาการไอหนักขึ้นกว่าเดิมได้

 

วิธีการเลือกยาแก้ไออย่างไรให้ดี

  • ให้ทานยาหลังอาหารวันละ 3 – 4 ครั้งเมื่อมีอาการไอ ตามคำแนะนำของแพทย์ เภสัชกร
  • ควรศึกษาตัวยาให้ดี เพราะยาบางชนิดจะทำให้ง่วงซึมได้ จึงไม่ควรใช้หากทำการขับรถ
  • อย่าทานยาที่แรงจนเกินไป โดยเฉพาะยาที่เป็นยาฆ่าเชื้อ เพราะยาประเภทนี้เมื่อทานอย่างต่อเนื่องจะทำให้เกิดอาการดื้อยา ทำให้เมื่อทานยาอีกครั้งจะรักษาอาการได้ไม่ดีเท่าเดิม และ อาจจะต้องเปลี่ยนตัวยาใหม่
  • ใครที่เป็นเบาหวาน ไม่ควรเลือกยาแก้ไอแบบน้ำเชื่อม เพราะมักจะมีส่วนผสมของสารให้ความหวาน หรือ น้ำตาล
  • กรณีที่ใช้ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ปี ควรแจ้งแพทย์ เภสัชกรให้ชัดเจน เพราะยาอาจจะมีผลข้างเคียงต่อเด็ก และ ไม่ควรใช้ยากับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี
  • ใครที่กำลังตั้งครรภ์ หรือ มีการให้นมบุตรให้ปรึกษาแพทย์ก่อนซื้อยา เพราะอาจจะมีผลต่อเด็กได้
  • ไม่แนะนำให้ดื่มแอลกอฮอล์ และ ทำการสูบบุหรี่ขณะที่มีอาการไอ เพราะอาจทำให้อาการแย่ลงกว่าเดิม และ อาจจะเกิดผลข้างเคียงได้
  • กรณีใช้ยาในผู้สูงอายุอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้มากกว่าคนทั่วไป หากใช้ในผู้สูงอายุควรปรึกษาแพทย์
  • หากทานยาแก้ไอติดต่อกันเป็นเวลา 2 อาทิตย์แล้ว แต่อาการไอยังไม่ดีขึ้น ให้ไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย และ รักษาต่อไป

การใช้ยาให้ได้ผล นอกจากจะต้องเลือกยาให้เหมาะสมแล้ว ก็ควรทานในปริมาณที่เหมาะสมกับลักษณะการไอ อายุ น้ำหนักตัว และ การแพ้ยาด้วย ต้องทานให้ตรงตามคำแนะนำไม่มากจนเกินไป ไม่บ่อยจนเกินไป หลายคนเกิดความเข้าใจผิดว่ายิ่งทานมากๆ ยิ่งดี!!! ไม่จริงเลยนะคะหากทานยาเกินขนาดอาจจะส่งผลทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้ เช่น เวียนหัว คลื่นไส้ หรือ อาเจียนได้ ดังนั้นต้องทานให้พอดีตามคำแนะนำของแพทย์ เภสัชกร เพียงเท่านี้อาการไอก็จะไม่มารบกวนการใช้ชีวิตของเรา ไอเมื่อไหร่ก็หยิบมาใช้ได้เลย!!! นอกจากนั้นการดูแลตัวเองด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ การกินอาหาร และ สมุนไพรที่ช่วยแก้อาการไอ รวมไปถึงวิธีในการแก้ไอวิธีอื่นๆ

>>อ่านรวม วิธีแก้ไอที่ไม่แชร์บอกเลยว่าพลาด ได้ที่นี่<<

Sistalk มาพร้อมคำแนะนำเรื่องสุขภาพดีๆ ให้คุณ

เรื่องของสาวๆ ก็ต้องให้สาวๆ คุยกันสิคะ หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่มีปัญหา มีข้อสงสัยไม่ว่าจะเรื่องของ สุขภาพ , การดูแลรูปร่าง , เรื่องลับๆ ของสาวๆ นอกจากนั้นยังมีเรื่องของความรัก และ เทรนด์อื่นๆ ไม่อยากพลาด ต้องเข้ามาอ่าน มาติดตามบทความที่เรา Sistalk ได้รวบรวมมาให้ รับรองได้ว่าคุณจะได้ทั้งประโยชน์ สาระความรู้ และ อัปเดตเทรนด์ก่อนใคร เพราะเราเข้าใจผู้หญิงดี!!!

ใครไม่ Talk Sistalk นะคะซิส!!!!

 

 

สามารถติดต่อสอบถาม Sistalk ช่องทางอื่นๆได้ที่

Facebook : sistalk.in.th

Instagram : sistalk.in.th

Twitter : @SistalkTH